News

“กรมชล”ไฟเขียว11เขื่อน เร่งปล่อยน้ำรับ”พายุเซินกา”

กรมชลฯ เตรียมรับมือพายุ “เซินกา” เข้าไทยตอนบน 26 ก.ค.นี้ พร้อมสั่งเฝ้าระวังเขื่อน 11 แห่ง มีน้ำสูงกว่าเกณฑ์ ให้ลดระดับน้ำในเกณฑ์บริหารจัดการได้

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากการติดตามสภาวะอากาศของศูนย์น้ำอัจฉริยะ ได้เตรียมรับมือ พายุโซนร้อน “เซินกา” ที่กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่าพายุลูกนี้จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 25 ก.ค.และจะเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของไทย จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์มาก บริหารจัดการน้ำ ด้วยการลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด

โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ(Inflow)มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมไปถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (water shade area) ที่เมื่อฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องเฝ้าระวัง ติดตาม และวิเคราะห์สถานการณ์เป็นพิเศษ ทั้งนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด (upper rule curve) 11 แห่ง คือ “เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนสิรินธร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา และเขื่อนกระเสียว”
 
นายทองเปลว กล่าวว่าในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เซินกา” โดยกรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมขังเดิม จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน“ตาลัส” ให้จับตาเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้คงเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา หากพื้นที่ใดมีแนวโน้มที่จะเกิดสภาวะวิกฤติ ให้รีบดำเนินการชี้แจงผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อทำการแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือหรืออยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ สามารถติดต่อมาได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC)
 
รองอธิบดีกรมชลประทาน ยังเผยด้วยว่า ในส่วนของสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 44,394 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ ยังรองรับน้ำได้อีก 30,800 ล้านลบ.ม. โดยใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำ 12,235 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 49 ยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,600 ล้านลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,144ลบ.ม.-1,394 ลบ.ม./วินาที มีการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกในปริมาณ 242 ลบ.ม./วินาที เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้รองรับสถานการณ์น้ำที่จะเกิดจากฝนตกชุกในระยะจากนี้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews